Amazon Electronics

Tuesday, June 26, 2012

ทีวีทางเลือก

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

เมื่อเทคโนโลยีการแพร่สัญญาณทีวีแบบอื่นๆ พัฒนาขึ้นมา ทำให้ผู้ชมชาวไทยมี “ทีวีทางเลือก” ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หลายอย่าง เช่น IPTV หรือทีวีออนไลน์ แต่ที่สำคัญมีเพียง 2 อย่างคือ “ทีวีผ่านสายเคเบิล” และ “ทีวีผ่านดาวเทียม” นั่นเอง

ในส่วนของเคเบิลทีวี ในอดีตเคยมีผู้เล่น 3 รายคือ IBC, ThaiSky และ UTV ซึ่งภายหลังได้ควบกิจการกันเหลือเพียงรายเดียวคือ UBC ของกลุ่มซีพี (และปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ชื่อ True Visions) อย่างไรก็ตามถึงแม้ True Visions ในช่วงแรกจะเริ่มจากเทคโนโลยีสายเคเบิลใน กทม. แต่ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีดาวเทียมพัฒนาขึ้น ทรูก็เปลี่ยนมาใช้ดาวเทียม “จานแดง” อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ โดยที่ยังมีลูกค้ากลุ่มเคเบิลอยู่บ้างแต่ไม่เยอะนัก

ตลาดเคเบิลทีวีในภายหลังก็มีเคเบิลทีวีท้องถิ่นรายย่อยๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ให้บริการกลุ่มนี้รวมตัวกันเป็น “สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย” กันอย่างหลวมๆ โดยเจาะตลาดตามพื้นที่ของตัวเอง ลดการแข่งขันในพื้นที่เดียวกันเพื่อรักษาอัตรากำไรจากราคาที่คงที่

ส่วนทีวีดาวเทียม ช่วงแรกเริ่มจาก “จานดำ” หรือดาวเทียมระบบ C-Band ที่มีสามารถและ PSI เป็นหัวหอก ทีวีดาวเทียมกลุ่มนี้จะรับสัญญาณดาวเทียมที่ไม่เข้ารหัสจากต่างประเทศได้ด้วย ต่อมาก็พัฒนาเป็นระบบ “จานสี” หรือ KU-Band ที่รับสัญญาณจากดาวเทียมไทยคมเป็นหลัก โดยมีผู้เล่นในตลาดนี้หลายราย เช่น PSI ที่มียอดขายสูงสุด, DynaSAT, InfoSAT หรือ DTV ที่ทำเองโดยบริษัทไทยคมของกลุ่มอินทัช เป็นต้น

ภาวะทางการเมืองที่ร้อนแรงทำให้กลุ่มก้อนการเมืองหันมาทำทีวีดาวเทียมของตัวเอง (เพราะการครอบครองสื่อเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง และกลุ่มการเมืองไม่สามารถแทรกตัวเข้ามายังช่องฟรีทีวีได้มากนักเช่นกัน ทางออกจึงเหลือเพียงทีวีดาวเทียมที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายจากการที่ไม่มี กสช. ทำหน้าที่กำกับดูแล) และส่งผลให้ยอดขายจานดาวเทียมเพิ่มสูงขึ้นมากโดยเฉพาะพื้นที่นอกกรุงเทพ บวกกับปัญหาเรื่องคุณภาพสัญญาณของการแพร่ภาพแบบ terrestrial ทำให้ปัจจุบันมียอดผู้ชมดาวเทียมสูงมาก

เมื่อทั้งเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมสามารถรับชมช่องฟรีทีวีแบบ terrestrial ได้เช่นกัน บวกกับคุณภาพสัญญาณที่ดีกว่า (ไม่โดนตึกบังหรือคลื่นรบกวน) และจำนวนช่องที่มีให้เลือกเยอะกว่าในราคาที่ไม่แพงนัก ทำให้คนไทยจำนวนมากหันมาดู “ทีวีทางเลือก” แทนการใช้เสาก้างปลาแบบเดิม


แหล่งที่มา : siamintelligence


Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

Monday, June 11, 2012

โครงสร้างการแข่งขันทีวีไทย

“ฟรีทีวี” ในปัจจุบันทั้ง 6 ช่องว่าเป็นทีวีที่ใช้การแพร่ภาพผ่านเสาอากาศ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า terrestrial TV ซึ่งจะส่งสัญญาณเป็นอะนาล็อกหรือดิจิทัลก็ได้ โดยปัจจุบันระบบของเมืองไทยยังเป็นอะนาล็อกทั้งหมด และมีแผนจะเริ่มใช้การแพร่ภาพแบบดิจิทัลช่วงปลายปีนี้ โดยผู้อนุมัติคือ กสทช. แต่ทั้งหมดเป็นการส่งสัญญาณผ่านเสาอากาศก้างปลาที่พบเห็นทั่วไป

ฟรีทีวีทั้ง 6 ช่องถือเป็นการผูกขาดตลาดอย่างสมบูรณ์ โดยทีวีจำนวนถึง 4 ช่องเป็นทีวีของหน่วยงานของรัฐ เช่น ช่อง 5 เป็นของกองทัพบก ช่อง 9 ของ อสมท ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ และ Thai PBS ที่เป็นทีวีสาธารณะ ส่วนช่อง 3 กับช่อง 7 เป็นเอกชนดำเนินการภายใต้คู่สัมปทานของรัฐยาวนานหลายสิบปี ไม่มีช่องให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแทรกได้เลย




บริษัทเอกชนที่เข้ามาทำสัญญากับรัฐและสร้างกำไรมหาศาลจากการทำสถานีทีวีก็คือ กลุ่ม BEC ของช่อง 3 และกลุ่ม BBTV ของช่อง 7 เท่านั้น ในขณะที่บริษัทด้านทีวีรายอื่นๆ เช่น กลุ่มเนชั่น กลุ่มแปซิฟิก กลุ่มกันตนา กลุ่มแกรมมี่ กลุ่มอาร์เอส กลุ่มเวิร์คพอยต์ ฯลฯ เป็นได้อย่างมากก็แค่ “ผู้ผลิตรายการ” ป้อนทางทีวีทั้ง 6 ช่อง มีอำนาจต่อรองในเรื่องผังรายการและโฆษณาต่ำกว่าการเป็นเจ้าของโฆษณาเองมาก

แหล่งที่มา : siamintelligence



Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

Friday, June 8, 2012

ระบบ TV ดาวเทียม

ในขณะที่กำลังมีการขยายตัวและได้รับความนิยมอย่างมากในการดู TV ระบบดิจิตอล โดยเฉพาะทีวีผ่านดาวเทียม ซึ่งมีผู้ให้บริการหลายรายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดูจากสีจานเช่น แดง ส้ม เหลือง ดำ ฯลฯ ทั้งแบบฟรีทีวีและแบบมีค่าบริการ เรามาทำความรู้จักกับทีวีดาวเทียมด้านจานรับกันหน่อย


ภาพจากอินเตอร์เน็ต


เสาอากาศหรือจานรับทีวีจากสัญญาณจากดาวเทียม ที่ใช้งานทั่วไปมีอยู่ 2 ระบบคือ ระบบ C Band และ ระบบ Ku Band (Kurtz-under band) 


จานรับ TV ดาวเทียม C Band และ Ku Band แตกต่างกันอย่างไร
  1. ความเข้มของสัญญาณ C Band ที่ส่งลงมาจากดาวเทียม ความเข้มจะน้อยกว่า Ku Band 
  2. พื้นที่ครอบคลุมของสัญญาณ ( Beam Coverage Area) ระบบ  C Band จะครอบคลุมพื้นที่รับสัญญาณได้กว้างกว่าทั้งแบบ Regional และ  Global แต่ระบบ  Ku Band จะครอบคลุมพื้นที่เฉพาะที่เล็กกว่า ทั้งแบบ Spot Beam และ Steerable Beam ในทางเทคนิคจึงส่งสัญญาณ C Band ให้มีความเข้มของสัญญาณน้อยกว่า Ku Band เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนกัน
  3. ขนาดของจานรับสัญญาณ C Band จะเป็นตะแกรงโปร่ง หรือทึบก็ได้ รูปพาราโบลิค เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.8-3.5 เมตร  ส่วน Ku Band จะเป็นจานทึบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.35 - 1.80 เมตร และจากการที่ความเข้มของสัญญาณที่แรงกว่า จึงทำให้ระบบ Ku Band สามารถใช้ใบจานขนาดเล็กกว่า  C Band ได้ 2-3 เท่า
  4. ลักษณะของแผ่นสะท้อนของจานรับ ระบบ Ku Band จะเป็นโลหะแผ่นเรียบจะเป็นอลูมีเนียม หรือ เหล็กชุบสี  ในขณะที่  C Band ส่วนใหญ่จะเป็นตะแกรงปั้มเป็นรูเล็กๆ และสามารถใช้จานแบบ C Band รับสัญญาณระบบ Ku Band ได้ แต่ไม่สามารถนำจาน Ku Band มารับสัญญาณ C Band ได้
  5. หัวรับสัญญาณ ทางเทคนิคเรียกว่า LNBF (Low Noise Block Down Frequency) เป็นกระเปาะ อยู่บริเวณจุดรับคลื่นสะท้อนมารวมกันบนจานรับ เป็นตัวแปลงสัญญาณความถี่สูงให้เป็นความถี่ต่ำลง ให้เหมาะสมกับภาครับของเครื่องรับ สัญญาณ (Receiver) ซึ่งระบบ C Band จะรองรับความถี่ 4-8 GHz (ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) ส่วน Ku Band รองรับความถี่ 12-18GHz จึงใช้ LNBF แทนกันไม่ได้ แต่บางยี่ห้อทำแบบ 2 ระบบบรรจุไว้ในตัวเดียวกัน
  6. เครื่องรับสัญญาณ (Receiver) โดยปรกติใช้ร่วมกันได้ แต่เครื่องรับบางชนิดรับได้เฉพาะระบบ เช่นที่สั่งผลิต เช่นของ UBC จึงไม่สามรถนำมาใช้ทั่วไปได้ เครื่องรับสัญญาณทั่วไปสามารถรับสัญญาณได้ทั้ง 2 ระบบ โดยต้องตั้งค่า LNBF ให้ถูกต้อง
  7. และระบบ Ku Band เป็นระบบที่ส่งสัญญาณด้วยความถี่สูงกว่า ซึ่งจะมีปัญหาการรับสัญญาณได้ไม่ดี หรือรับไม่ได้ในขณะที่เมฆหนา ฝนตกหนักหรือหิมะ แต่ระบบ  C Band จะไม่ค่อยมีปัญหานี้

แหล่งที่มา : dvbthai blog



Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

Saturday, June 2, 2012

กสทช.ยืนยันคนไทยได้ดูทีวีดิจิตอลในสิ้นปี จะเริ่มทดลองออกอากาศจากฟรีทีวีทั้ง 6 ช่อง

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

กสทช.ประเมินว่า จะเกิดการลงทุนจากการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมดิจิตอลกว่าหลักแสนล้านบาทในช่วง 3 ปีนี้ และจะให้ฟรีทีวี เริ่มทดลองออกอากาศในช่วงแรก

ปัจจุบันประเทศไทยออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดิน หรือ ฟรีทีวี 6 ช่อง โดยคาดว่าระบบดิจิตอลทีวีจะเข้ามาแทนระบบอนาล็อกได้ในปี 2558 ตามแผนที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วางไว้ ซึ่งจะทำให้สามารถดูฟรีทีวีได้มากถึง 100 ช่อง จากการพัฒนาระบบทางเทคโนโลยี โดยขณะนี้ กสทช.อยู่ระหว่างดำเนินการในการคัดเลือกรูปแบบระบบการให้บริการทีวีดิจิตอลในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือนมิถุยายนนี้ ซึ่งเวลานี้ไทยพีบีเอส เป็นสถานีฟรีทีวี ที่มีความพร้อมในการปรับตัวมากที่สุด เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบดิจิตอลมากที่สุด ทั้งนี้ กสทช.คาดว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดการลงทุนทั้งระบบมากถึงหลักแสนล้านบาทในช่วงเวลา 3 ปีนี้

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ทีวีดิจิตอล กสทช.อาจเริ่มหลังจากทดลองออกอากาศแล้ว สำหรับฟรีทีวีในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อระบบความพร้อมด้านเทคนิคในระบบการเปลี่ยนผ่าน จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการให้ใบอนุญาต ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยกำหนดช่วงเวลาไว้ 1 ใบ มีเวลาประกอบการได้ 15 ปี

แหล่งที่มา : thaipbs



Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

Friday, June 1, 2012

มาตรฐาน DVB-T2


ภาพจากอินเตอร์เน็ต

DVB-T2 ย่อมาจาก Digital Video Broadcasting – Second Generation Terrestrial เป็นมาตรฐานที่พัฒนามาจากมาตรฐาน DVB-T โดยนำเทคนิคการมอดูเลต (Modulation) และการเข้ารหัสแบบใหม่ (Encoding) มาใช้เพื่อให้การใช้สเปกตรัมในการส่งสัญญาณประเภทเสียง วิดีโอ และข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับหลักการทำงานนั้น DVB-T2 ใช้การมอดูเลชัน (Modulation) แบบ OFDM (orthogonal frequency division multiplex) เช่นเดียวกับมาตรฐาน DVB-T สาหรับการแก้ไขข้อมูลผิดพลาดนั้น DVB-T2 ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบที่ใช้กับมาตรฐาน DVB-S2 ได้แก่การเข้ารหัสแบบ LDPC (Low Density Parity Check) ซึ่งใช้ร่วมกับการเข้ารหัสแบบ BCH (Bose-Chaudhuri-Hocquengham) ทำให้สัญญาณที่ถูกเข้ารหัสทนทานต่อสัญญาณแทรกสอด (Interference) และสัญญาณรบกวน (Noise) ที่มีระดับสูงได้ดี

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจำนวนคลื่นพาห์และขนาดของช่วงป้องกัน (guard interval) ได้หลากหลายมากขึ้นเมื่อเทียบกับมาตรฐาน DVB-T และหากเลือกใช้ค่าพารามิเตอร์ให้เหมาะสมกับช่องสัญญาณจะทำให้การส่งมีประสิทธิภาพ โดยการเปรียบเทียบค่าพารามิเตอร์และรายละเอียดทางเทคนิคระหว่าง DVT-T และ DVB-T2 แสดงได้ ดังตาราง



นอกจากนี้มาตรฐาน DVB-T2 ยังใช้เทคนิคแบบใหม่ที่มีชื่อว่า Rotated Constellations ทำให้สัญญาณมีความทนทานมากขึ้นในช่องสัญญาณบางประเภท และ DVB-T2 ยังได้ใช้ Alamouti code ในการปรับปรุงให้สัญญาณครอบคลุมพื้นที่ในโครงข่ายความถี่เดียว (single-frequency networks) มากขึ้น

แหล่งที่มา : http://dvbthai.blogspot.com/2011/01/dvb-t2.html


Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

Wednesday, May 30, 2012

Digital Video Broadcasting (DVB) คืออะไร

ตามที่กสทช. ได้ประกาศใช้ระบบของยุโรป หรือ DVB-T2 เป็นมาตรฐานระบบโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินของประเทศไทย (Digital Terrestrial Television : DTTV) หลายคนคงสงสัยแล้ว DVB มันคืออะไร


ภาพจากอินเตอร์เน็ต


Digital Video Broadcasting (DVB) เป็นมาตรฐานกลางของโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (digital television) ที่ปรับปรุงและแก้ไขโดย DVB Project ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของกลุ่มธุรกิจที่มีสมาชิกมากกว่า 270 ราย โดยมาตรฐานของ DVB นั้น ออกโดย Joint Technical Committee (JTC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่เกิดจากการรวมตัวกันของ European Telecommunications Standards Institute (ETSI), European Committee for Electrotechnical Standardization (CENELEC) และ European Broadcasting Union (EBU)


DVB ทำงานอย่างไร
DVB สามารถส่งข้อมูลผ่านได้ทั้งสัญญาณดาวเทียม (DVB-S หรือ DVB-S2) ทางสายเคเบิล (DVB-C) หรือผ่านการกระจายสัญญาณจากเสาสัญญาเหมือนโทรทัศน์ทั่วไป (Terrestrial) (DVB-T) หรือระบบสัญญาณเพื่อโทรทัศน์แบบพกพา (DVB-H) โดยการส่งข้อมูลนั้น DVB ได้ระบุรูปแบบในการส่งข้อมูลใน physical layer และ datalink layer ไว้ โดยอุปกรณ์รับสัญญาณจะติดต่อกับ physical layer ผ่านทาง Synchronous Parallel Interface (SPI), Synchronous Serial Interface (SSI), หรือ Asynchronous Serial Interface (ASI) ในการส่งข้อมูลนั้นข้อมูลทั้งหมดจะส่งในรูปของ MPEG-2 Transport stream โดยที่จะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ต้องเพิ่มเติมเข้าไป (DVB-MPEG) ส่วนมาตรฐานของการบีบอัดข้อมูลสำหรับอุปกรณ์พกพานั้นกำลังอยู่ในการพัฒนา


การแปลงสัญญาณของแต่ละอุปกรณ์นั้นจะต่างกัน โดยจะขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางด้านเทคนิคดังที่กล่าวไว้ข้างล่างนี้
  • DVB-S (SHF) ใช้ QPSK
  • DVB-S2 ใช้ QPSK, 8PSK, 16APSK or 32APSK โดยจะขึ้นอยู่กับ ผู้ให้บริการ โดยทั่วไปแล้วจะใช้ QPSK และ 8PSK
  • DVB-C (VHF/UHF) ใช้ QAM: 64-QAM or 256-QAM
  • DVB-T (VHF/UHF) ใช้16-QAM หรือ 64-QAM (หรือ QPSK) ร่วมกับ COFDM
สัญญาณข้อมูล (data channel)
นอกจากสัญญาณภาพและเสียงแล้ว DVB ยังกำหนดวีธีการติดต่อขอรับข้อมูล (DVB-DATA - EN 301 192) โดยมีวิธีการส่งข้อมูลกลับ สำหรับ สื่อรูปแบบต่าง ๆ (DECT, GSM, PSTN/ISDN, satellite etc.) รวมทั้งผ่าน protocol ต่าง ๆ (DVB-IPI: Internet Protocol; DVB-NPI: network protocol independent). นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการทำงานกับเทคโนโลยีเก่า ๆ เช่น teletext (DVB-TXT) และ vertical blanking interval data (DVB-VBI) แต่อย่างไรก็ตาม DVB ก็สนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น DVB-SUB สำหรับการแสดงคำบรรยาย ด้วยเหมือนกัน


การเข้ารหัสข้อมูล และข้อมูลพื้นฐานของสัญญาณ
ในระบบ Conditionnal Access (DVB-CA) จะมีการกำหนดอัลกอริทึมเพื่อการเข้ารหัสข้อมูลพื้นฐาน Common Scrambling Algorithm (DVB-CSA) และ Common Interface (DVB-CI) เพื่อสำหรับใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่ได้ถูกเข้ารหัส (scrambled content) โดยผู้ให้บริการ DVB นั้นจะต้องพัฒนาระบบ Conditional Access นี้ภายใต้ข้อจำกัดตามที่ทาง DVB กำหนดมา ในข้อมูลที่ส่งมาจากทางผู้ให้บริการนั้น จะประกอบไปด้วยข้อมูลพื้นฐาน (Metadata) ที่เรียกว่า Service Information (DVB-SI) ที่จะเป็นตัวบอกรายละเอียดเบื้องต้นให้กับโปรแกรมที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ส่งมา ข้อมูลใน SI นี้เองที่บอกถึงความสัมพันธ์ของข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ใน MPEG Stream เพื่อนำข้อมูลไปใช้สร้างเนื้อหาที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้อีกด้วย เช่น Electronic program guide (EPG)
ซึ่งในขณะนี้ DVB กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเรื่องการป้องกันการละเมิดลิขสิทธ์โดยการหาทางป้องกันไม่ให้ ข้อมูลหรือสื่อที่ผู้ใช้ได้ทำการอัดลงใน Set-top box ไม่ให้สามารถนำไปเผยแพร่บน internet ได้ แต่สามารถที่จะให้ใช้ในบ้านหรือใน เครือข่ายที่เป็นส่วนตัวได้เท่านั้น ซึ่งเรียกระบบนี้ว่า DVB-CPCM


Software Platform
DVB Multimedia Home Platform (DVB-MHP) นั้นเป็นแพลทฟอร์มสำหรับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์บนระบบโทรทัศน์ดิจิตอล ที่มีพื้นฐานอยู่บนเทคโนโลยีจาวา โดย MHP ได้มีการเขียนวิธีการและแนวคิดในการพัฒนาของ DVB และ MPEG-2 ไว้ด้วยนอกจากนั้นยังมี interface สำหรับในการพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของ Set-top box เช่นการจัดการกับเรื่องการเชื่อมต่อเข้าเครือข่าย การดาวน์โหลดโปรแกรมประยุกต์ หรือว่าเรื่อง การจัดการกราฟิคที่จะมาแทรกกับวิดีโอก็มีเตรียมไว้ให้ด้วย
OpenTV เป็นเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาระบบโทรทัศน์ดิจิทัลอีกเจ้าหนึ่ง ที่มีประสบการณ์ทำงานมามากกว่าสิบปี (ในขณะที่ MHP เกิดมาไม่ถึงสามปี) โดยพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ ด้วยภาษาซี และมีความสามารถในการรันเทคโนโลยีประเภท Flash และ HTML ได้ด้วย และความสามารถอีกอย่างของ OpenTV คือการปรับรุ่นของ Set-top box ที่ใช้ OpenTV จากเดิมที่เป็นภาษาซี มาเป็นเทคโนโลยี MHP ด้วยภาษาจาวา


แหล่งที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

Monday, May 28, 2012

ทำไมต้อง Digital TV?

Digital TV
ภาพจากอินเตอร์เน็ต
คำว่า Digital TV ได้ถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) ทำการออกแผนแม่บทวิทยุโทรทัศน์ โดยมี Digital TV เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก คำถามหลักๆ ก็คือ Digital TV คืออะไร มีความแตกต่างอย่างไรกับ Analog TV และจะมีผลกระทบกับรูปแบบของธุรกิจทีวีอย่างไร



Digital TV คือ ทีวีที่ทำงานในรูปแบบดิจิตอล สัญญาณภาพและเสียงในรูปแบบดิจิตอลมีคุณภาพที่ดีกว่า Analog โดยภาพและเสียงมีความคมชัดกว่ามาก อีกทั้งยังมีการถูกรบกวนในอัตราที่น้อยกว่า เช่น ภาพลาย ภาพล้ม ภาพเบี้ยว ที่พบเห็นในระบบทีวีในปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งนอกจาก Digital TV จะมีคุณสมบัติที่ดีกว่า Analog ในด้านคุณภาพของสัญญาณแล้ว ยังถือว่าเป็นการใช้ความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในระบบ Digital TV มีการส่งข้อมูลเป็น bit และสามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบ Analog มีการผสมคลื่นแบบ COFDM (Coded Orthogonal Frequency Division Multiplexing) โดยในหนึ่งช่องสัญญาณ จะสามารถนำส่งไปยังหลายรายการโทรทัศน์ จึงเรียกได้อีกแบบหนึ่งว่า การแพร่กระจายคลื่นแบบหลากหลายรายการ (Multicasting) ในหนึ่งช่องสัญญาณ การส่งสัญญาณเป็นแบบดิจิตอลจึงทำให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงดีกว่าด้วย ยกตัวอย่างเช่น โทรทัศน์ระบบ HDTV โดยทั่วไป Digital Television จะใช้สัญญาณ Digital ที่ถูกบีบอัด และเข้ารหัสซึ่งอาจเป็นรูปแบบ MPEG-2 หรือ MPEG-4 ส่งผลให้ในการรับชมนั้น จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์ถอดรหัส ซึ่งอาจมีมาพร้อมกับตัวเครื่องรับโทรทัศน์ เช่น โทรทัศน์รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับระบบดิจิตอล หรือจะเป็นอุปกรณ์ถอดรหัสที่แยกกัน เช่น อุปกรณ์เครื่องรับสัญญาณที่เรียกว่า STB (Set Top Box) ซึ่งใช้ถอดรหัสสัญญาณ และป้อนให้กับเครื่องรับโทรทัศน์ Analog ที่มีใช้งานทั่วไป หากเป็นการรับชมด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Personal Computer) จะสามารถใช้การ์ดรับสัญญาณที่สามารถถอดรหัสได้เลย สรุปก็คือ Digital TV ในหนึ่งช่องสัญญาณ จะสามารถนำมาส่งได้หลายรายการโทรทัศน์



ทำไมถึงควรเปลี่ยนจาก Analog มาสู่ Digital TV - การแพร่กระจายคลื่นแบบ Analog มีขีดจำกัดในเรื่องของการส่งสัญญาณ ซึ่งจะใช้ความกว้างช่องสัญญาณมาก ทำให้คลื่นสัญญาณถูกรบกวนได้ง่าย สัญญาณภาพมีคุณภาพต่ำ รวมไปถึงไม่สามารถประยุกต์ไปใช้งานร่วมกับสื่อผสมอื่นๆ ได้ สำหรับข้อได้เปรียบของ Digital TV มีประโยชน์ดังต่อไปนี้



1. เป็นการใช้ช่องสัญญาณอย่างมีประสิทธิภาพ จากเดิมในระบบ Analog ใช้ช่องสัญญาณหนึ่งช่องต่อหนึ่งรายการและมีการวางช่องสัญญาณคลื่นความถี่ติดกันหรือสถานีส่งใกล้เคียงกัน ทำให้ไม่สามารถใช้ช่องสัญญาณความถี่ที่อยู่ติดกันได้ แต่ในระบบ Digital สามารถใช้ช่องสัญญาณความถี่ที่ติดกัน ทำให้ใช้ช่องสัญญาณได้เต็มที่ครบทุกช่อง และสามารถออกอากาศในพื้นที่ใกล้เคียงกันได้โดยไม่รบกวนกัน และในหนึ่งช่องสัญญาณจะสามารถออกอากาศได้หลายๆ รายการไปพร้อมๆ กัน (Multi Channel) ทำให้สามารถส่งรายการได้มากขึ้นกว่าเดิม สรุปก็คือ จะทำให้มีรายการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในความเห็นของผม ผู้ประกอบการจะแข่งขันกันด้วยเนื้อหา โดยในแต่ละรายการจะมีเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม รวมไปถึงการโฆษณาก็จะมีการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนดูที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น



2. Digital TV มีสัญญาณที่มีคุณภาพดีกว่าและไม่มีการรบกวนจากสภาวะแวดล้อมเหมือนใน Analog เนื่องจากในระบบ Analog มีการผสมคลื่นแบบเข้ารหัสสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง สำหรับ Digital TV มีการเข้ารหัส (Encode) ถอดรหัส (Decode) และมีระบบควบคุมเพื่อชดเชยสัญญาณได้ด้วย จึงทำให้สัญญาณไม่ถูกรบกวน สัญญาณภาพมีความต่อเนื่อง และภาพที่รับได้จะมีความคมชัดมาก


3. ในระบบ Analog มีสัญญาณภาพหลายมาตรฐาน คือ PAL, NTSC, SECAM ทำให้การควบคุมคุณภาพ การตัดต่อภาพและตกแต่งภาพระหว่างมาตรฐานที่แตกต่างกันทำได้ยาก และยังทำให้คุณภาพด้อยลงเมื่อผ่านกระบวนการตัดต่อหลายๆ ครั้ง แต่ระบบ Digital นั้นมีการใช้มาตรฐานการเข้ารหัสภาพแบบเดียว คือ MPEG-2 (ปัจจุบันพัฒนามาเป็น MPEG-4) ซึ่งมีคุณสมบัติของภาพที่หลากหลาย มีกระบวนการสร้างภาพที่ซับซ้อนกว่า แต่ให้คุณภาพที่ดีมากกว่า สามารถนำไปใช้งานในสื่อผสมอื่นๆ ที่หลากหลาย และเป็นที่นิยมแพร่หลายที่สุดในขณะนี้ จึงทำให้การนำไปใช้งานได้ครอบคลุมทุกวงการในการสื่อสารเกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน

4. Digital TV ให้ขนาดของการมองภาพในมุมมองที่ดีขึ้น ในระบบ Analog จะมีขนาดของการมองภาพที่แคบ (758 x 578 - PAL อัตราส่วนภาพ 4:3) และมีความละเอียดภาพที่ต่ำ การแสดงผลที่จอภาพไม่มีความชัดเจน ยิ่งจอภาพมีขนาดมากขึ้นจะยิ่งให้รายละเอียดที่ต่ำกว่า ส่งผลให้การแสดงผลบนจอโทรทัศน์ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่มากๆ ขาดความชัดเจนของภาพ ทั้งนี้ หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับการใช้ LCD และ Plasma TV กับสัญญาณ Analog จะเห็นได้ว่าภาพขาดความชัดเจนและมีรายละเอียดที่ต่ำ แต่ระบบ Digital จะสามารถเลือกการเข้ารหัสสัญญาณภาพได้หลายขนาด (1080 x 720, 1920 x 1080 ที่อัตราส่วนภาพ 16:9) ให้ความละเอียดสูง ทำให้การแสดงผลที่จอภาพมีความคมชัดสูงแบบ HDTV (High Definition Television) มีมุมมองภาพที่กว้างมากขึ้น (Width Screen) ภาพที่ได้ดูสมจริงและมองเห็นภาพได้กว้างมากขึ้น

5. สามารถให้บริการในลักษณะ 2 ทิศทาง การแพร่คลื่นระบบ Digital สามารถทำเป็นระบบตอบสนอง รับและส่งข้อมูลระหว่างสถานีฯ กับผู้ชมรายการได้ เป็นบริการเสริมสำหรับการจัดรายการโทรทัศน์ที่ผู้รับชมสามารถเลือกข้อมูลสำหรับตอบโต้กับรายการโทรทัศน์ได้ผ่านอุปกรณ์เชื่อมโยงสัญญาณอื่นๆ ที่ติดตั้งเสริมขึ้นมา เช่น การให้บริการข้อมูลที่ส่งไปพร้อมสัญญาณภาพ (Video) ในระบบ Digital สามารถใส่รายละเอียดข้อมูลต่างๆ ไปพร้อมสัญญาณ Video เพื่อให้ผู้รับบริการเลือกเปิดดู ใช้ค้นหาข้อมูลเสริมอื่น หรือเปิดดูรายการโทรทัศน์ เป็นการให้บริการข้อมูลที่หลากหลายผ่านช่องรายการโทรทัศน์

6. การแพร่กระจายคลื่นระบบ Digital รองรับการส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์พกพาประเภทต่างๆ ได้ โดยผู้รับบริการสามารถรับสัญญาณภาพและเสียงด้วยโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ เคลื่อนที่ได้ทุกสถานที่และทุกเวลาที่มีสัญญาณส่งไปถึง อีกทั้งยังสามารถมีบริการเสริมเช่นเดียวกับ Data Broadcasting โดยสามารถเปิดเชื่อมข้อมูลเข้ากับเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตและบริการออนไลน์ได้พร้อมๆ กับการเลือกชมรายการโทรทัศน์ ค้นหาและเชื่อมต่อข้อมูลได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านรายการโทรทัศน์ได้หลากหลาย เช่น อาจทำเป็นระบบ E-Commerce ที่มีการสั่งซื้อสินค้าผ่านรายการโทรทัศน์ได้นั่นเอง

7. Digital TV มีการบริการ Closed Captioning ซึ่งบริการนี้เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือคนหูหนวกหรือผู้มีปัญหาทางการได้ยิน ไม่ให้มีอุปสรรคในการรับชมรายการ อนึ่ง คุณสมบัติ Closed captioning นี้จะคล้ายคลึงกับ Captioning ที่มีในเครื่องรับทีวีอนาล็อกชนิดสนับสนุนฟังก์ชั่น Teletext ซึ่งลักษณะของบริการ Closed captioning โดยทั่วไปจะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมสีดําปรากฏอยู่ด้านล่างของจอภาพ ภายในแสดงข้อความที่ตัวละครกําลังพูดอยู่ในขณะนั้น

8. มีบริการ Multiview ทําให้ผู้รับชมรายการหลักสามารถเลือกดูภาพจากมุมกล้องอื่นๆ ได้นอกเหนือไปจากที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอในเวลานั้นได้ รวมถึงการได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายการในขณะนั้นเพิ่มเติม ประเภทของรายการหลักที่จะได้รับประโยชน์จาก Multi-view อย่างเห็นได้ชัดก็คือ รายการกีฬา เช่น รายการแข่งขันฟุตบอล เทนนิส แข่งรถ เป็นต้น ทั้งนี้ การส่ง multi-view จะใช้ช่องสัญญาณเพิ่มเติมสําหรับส่งผ่านบริการไปยังผู้ชมปลายทาง อาทิเช่น ใช้ 1 ช่อง เป็นช่องหลักออกอากาศรายการกีฬาพร้อมๆ กับอีก 2 ช่องเพิ่มเติมเป็นบริการ Multi-view โดยช่องหนึ่งใช้ส่งข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อเกมการแข่งขัน (Comments) ในขณะที่ช่องที่สองจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการเล่นในเกม (Details)

สรุปก็คือ Digital Television จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีช่องรายการที่มากขึ้นแล้ว ภาพและเสียงก็จะมีคุณภาพสูงขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการรับชมโทรทัศน์ รายการจะแข่งขันกันด้วยคุณภาพของเนื้อหาที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักของ Digital TV ก็คือ ทุกบ้านที่รับสัญญาณจะต้องมีอุปกรณ์ในการรับมาติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งอุปกรณ์ในการแปลงสัญญาณยังมีราคาที่แพง (ประมาณ 30 ดอลลาร์) ทั้งนี้ รัฐบาลอาจต้องมีการกำหนดนโยบายในการให้การสนับสนุน เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลจะแจกคูปองมูลค่า 40 เหรียญให้ประชาชนไปแลกซื้อเครื่องแปลงสัญญาณ Digital TV รัฐบาลควรผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายหลักของชาติ ซึ่งผมค่อนข้างดีใจที่เรื่องนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่ กสทช. จัดให้อยู่ในแผนแม่บทวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙ โดยมุ่งเปลี่ยนการรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไปสู่การรับส่งสัญญาณในระบบ Digital ดังนั้น เราคงต้องคอยจับตามองว่าเมื่อไหร่จะได้เห็น Digital TV ในเมืองไทยสักที


แหล่งที่มา : สยามรัฐออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 2 ก.พ. 2555



Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online