Amazon Electronics

Monday, May 28, 2012

Digital TV สื่อทางเลือก

ภาพจากอินเตอร์เน็ต
หลายสัปดาห์ที่ผ่าน มา ได้มีความสับสนเกี่ยวกับ Digital TV เนื่องจากคำว่า Digital นั้น ได้พ้องความหมายกับหลายสิ่งหลายอย่างในโลกของ Social Media

หรือกระทั่งอินเทอร์เน็ต ที่เป็นเทคโนโลยีรากฐาน จนอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่วีดิโอในรูปแบบของ Social Media เช่น YouTube, Facebook ฯลฯ และอาจรวมไปถึง IPTV, Web TV ฯลฯ ที่อาศัยช่องทางของอินเทอร์เน็ต

อย่างไรก็ดี Digital TV ที่จะเริ่มต้นด้วย Digital Switchover และนำไปสู่ Analog Switch-Off กำลังจะเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ ที่มีความสำคัญไม่แพ้การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ 3G, 4G ฯลฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และสำคัญที่สุด จะเป็นการปฏิรูปสื่อครั้งมโหฬาร ที่จะลดความแตกต่างระหว่าง สื่อทางเลือก เช่น Social Media กับสื่อกระแสหลัก เช่น Free TV ในยุคที่เป็นการหลอมรวมสื่ออย่างแท้จริง

สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้แถลงการณ์ Digital TV เพื่อเปลี่ยนจาก Analog เข้าสู่ Digital ภายใน 5 ปี Digital TV ที่กำลังเป็นข่าวนั้น มิได้หมายถึงการเผยแพร่วีดิโอผ่านอินเทอร์เน็ตหรือ Social Media แต่กลับเป็นการเผยแพร่ Free TV เช่น ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และ ThaiPBS ซึ่งปัจจุบันใช้คลื่นความถี่ VHF และ UHF ซึ่งไม่ต้องผ่านดาวเทียม เคเบิล หรืออินเทอร์เน็ต โดยเปลี่ยนเป็นระบบ Digital แทนของเดิม ซึ่งเป็น Analog

ข้อได้เปรียบของ Digital คือ การใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากคลื่นความถี่ที่ให้บริการ 1 ช่อง ในระบบ Analog สามารถให้บริการได้ถึง 10 ช่องในระบบ Digital ดังนั้น คลื่นความถี่สำหรับให้บริการ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และ ThaiPBS หากเปลี่ยนเป็น Digital ทั้งหมด จะให้บริการได้ถึง 60 ช่อง จำนวนช่องที่เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยี Digital ถูกเรียกตามศัพท์เทคนิคว่า Digital Dividend

นอกจากคลื่นของ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และ ThaiPBS ยังมีคลื่นอื่นๆ ที่ กสทช. ยังสามารถเรียกคืนจากหน่วยงานรัฐต่างๆ ตามร่างแผนบริหารคลื่นความถี่ และสามารถนำมาให้บริการ Digital TV ได้อีก ในภาพรวมแล้ว จะสามารถให้บริการ Digital TV ได้กว่า 100 ช่องในประเทศไทย Digital TV 60-100 ช่องที่จะมีขึ้นใหม่ จะถูกจัดสรรด้วยวิธีการประมูล ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี 2553

อุปสรรคที่สำคัญสำหรับ Digital Switchover ตามร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ โดย พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ คือ การที่ประชาชนต้องเพิ่มเติมอุปกรณ์ คือ Set-Top Box สำหรับแปลงสัญญาณ เนื่องจากโทรทัศน์ที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบันไม่มีระบบที่จะแปลงสัญญาณด้วย ตัวเอง ดังนั้น ในแผน Digital Switchover ของหลายประเทศ รัฐบาลได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายกับประชาชนในรูปแบบของ Subsidy อุปสรรคที่สำคัญอีกประการ คือ ประเทศไทยมีการให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมหรือเคเบิลเป็นกว่า 200 ช่อง ซึ่งมีการเข้าถึงเกือบทั้งประเทศอยู่แล้ว และยังมีการเผยแพร่วีดิโอผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ Social Media ที่เริ่มมามีอิทธิพลอย่างกว้างขวางอีก Digital TV 60-100 ช่องที่จะมีขึ้นใหม่ ยังคงต้องพิสูจน์ว่าแม้จะเป็น Free TV แต่ต้องมีลักษณะจำเพาะที่เป็นคุณค่าสำหรับประชาชนทั่วไป จึงจะสามารถแข่งขันได้

อย่างไรก็ดี Analog Switch-Off กลับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่จะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของ Digital TV อย่างทั่วถึง เพราะเป็นการกำหนดระยะเวลาที่จะไม่มี TV ในระบบ Analog อีกต่อไป โดย กสทช. ได้กำหนดให้เริ่มต้นในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เมื่อ Analog ถูก Switch-Off โดยบริบูรณ์ ซึ่งมิได้เป็นเพียงกฎเกณฑ์ภายในประเทศ แต่ยังเป็นพันธกรณีของการเข้าร่วม ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อีกด้วย การรับชม TV ซึ่งเว้นแต่จะผ่านดาวเทียม เคเบิล และอินเทอร์เน็ต จำเป็นต้องใช้ระบบ Digital TV เท่านั้น ในยุคหลอมรวมสื่อต่อไปจึงอาจเป็นการแข่งขันอย่างเท่าเทียมระหว่างช่องทาง ต่างๆ ในการเข้าถึง TV

เมื่อเทียบกับสังคม Social Media และสื่อทางเลือกอื่นๆ Digital TV ที่จะเกิดขึ้น 60-100 ช่อง อาจมิใช่สื่อกระแสหลักอีกต่อไป จากเดิมที่มีเพียง 6 ช่อง ผู้เข้าชมในยุค Digital TV ย่อมกระจัดกระจายระหว่าง 60-100 ช่อง และมิใช่ทุกช่องที่จะมีผู้เข้าชมและรายได้จากโฆษณาทัดเทียมช่องหลักในยุค ก่อนหน้าที่มีเพียง 6 ช่อง ด้วยอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และ Social Media ที่จะสูงยิ่งขึ้นต่อไปด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ 3G, 4G ฯลฯ ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของ กสทช. เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า บางช่องทางของสื่อทางเลือก อาจมีผู้เข้าชมและรายได้จากโฆษณาไม่น้อยกว่าบางช่องของ Digital TV

ในยุคหลอมรวมสื่อที่จะเกิดขึ้นต่อไป ย่อมเป็นการปฏิรูปครั้งมโหฬาร ที่จะลดความแตกต่างของการเข้าถึง TV ผ่านช่องทางต่างๆ โดยจะเป็นการปลดแอกที่ลดการผูกขาด และนำมาสู่การแข่งขันสร้าง Content ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง




Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

Sunday, May 27, 2012

Digital TV (ดิจิตอลทีวี) คืออะไร



Digital TV คือ ทีวีที่ทำงานในรูปแบบดิจิตอลสัญญาณภาพ และเสียงในรูปแบบของดิจิตอลมีคุณภาพที่ดีกว่า Analog โดยภาพและเสียงมีความคมชัดกว่ามาก อีกทั้งยังมีการถูกรบกวนในอัตราที่น้อยกว่า

นอกจาก Digital TV จะมีคุณสมบัติที่ดีกว่า Analog ในด้านคุณภาพของสัญญาณแล้วยังถือว่าเป็นการใช้ความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในระบบ Digital TV มีการส่งข้อมูลเป็น bit และสามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบ Analog มีการผสมคลื่นแบบ COFDM (Coded Orthogonal Frequency Division Multiplexing) โดยในหนึ่งช่องสัญญาณจะสามารถนำส่งไปยังหลายรายการโทรทัศน์ จึงเรียกได้อีกแบบหนึ่งว่า การแพร่กระจายคลื่นแบบหลากหลายรายการ (Multicasting) ในหนึ่งช่องสัญญาณ การส่งสัญญาณเป็นแบบดิจิตอลจึงทำให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงดีกว่าด้วย

ยกตัวอย่างเช่น โทรทัศน์ระบบ HDTV โดยทั่วไป Digital Television จะใช้สัญญาณ Digital ที่ถูกบีบอัด และเข้ารหัสซึ่งอาจเป็นรูปแบบ MPEG-2 หรือ MPEG-4 ส่งผลให้ในการรับชมนั้นจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์ถอดรหัส ซึ่งอาจมีมาพร้อมกับตัวเครื่องรับโทรทัศน์ เช่น โทรทัศน์รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับระบบดิจิตอล หรือจะเป็นอุปกรณ์ถอดรหัสที่แยกกัน เช่น อุปกรณ์เครื่องรับสัญญาณที่เรียกว่า STB (Set Top Box) ซึ่งใช้ถอดรหัสสัญญาณและป้อนให้กับเครื่องรับโทรทัศน์ Analog ที่มีใช้งานทั่วไป หากเป็นการรับชมด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Personal Computer) จะสามารถใช้การ์ดรับสัญญาณที่สามารถถอดรหัสได้เลย สรุปก็คือ Digital TV ในหนึ่งช่องสัญญาณจะสามารถนำมาส่งได้หลายรายการโทรทัศน์




อนาลอก หรือดิจิตอล
ระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestrial) ที่ให้บริการในประเทศไทย เริ่มออกอากาศเป็นครั้งแรกเป็นระบบอนาลอก (AnalogTV) เมื่อปีพ.ศ. 2498 โดย “สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวี” เป็นการส่งด้วยระบบขาวดำ M/NTSC 525 เส้น ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงจากระบบเดิม คือ ระบบ M/NTSC มาเป็นระบบทีวีสี PAL – B 625 เส้น ที่นิยมใช้กันในแถบยุโรป ด้วยความกว้างของช่องสัญญาณแต่ละช่อง (Bandwidth) เท่ากับ 6-7 MHz ทั้งนี้การส่งสัญญาณแบบอนาลอก ปัจจุบันถึงขีดจำกัดในการพัฒนาเทคนิคและคุณภาพของความคมชัดของภาพในการส่ง จึงไม่มีการพัฒนา HDTV แบบอนาลอก (High Definition TV) แต่ได้มีการพัฒนาระบบทีวีที่เป็นดิจิตอลขึ้นมาเพื่อรองรับการส่งข้อมูลภาพที่มีความละเอียดมากขึ้น โดยอาศัยอัลกอริทึม MPEG-2 หรือ MPEG-4 ที่เป็นหัวใจสำคัญในการที่จะบีบอัดสัญญาณภาพและเสียงให้มีบิตเรทที่น้อยลง และสามารถส่งแพร่ภาพเป็นลักษณะของ Digital Packets ไปยังผู้รับปลายทางได้

มีหลาย ๆ นิยามสำหรับ “ดิจิตอลทีวี” แต่โดยภาพรวมแล้วดิจิตอลทีวี เป็นระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงที่มีข้อมูลที่มีการเข้ารหัสเป็นดิจิตอล ทีมีค่า “0” กับ “1” เท่านั้น โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำการแปลงสัญญาณภาพและเสียงให้เป็นดิจิตอล มีการบีบอัดข้อมูล ทำการเข้ารหัสข้อมูล ก่อนที่จะทำการมอดูเลตข้อมูลดิจิตอลเหล่านี้เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปสู่ผู้รับปลายทางซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับระบบทีวีอนาลอก



ระบบดิจิตอลทีวี
ระบบดิจิตอลทีวีที่คิดค้นกันขึ้นมา ปัจจุบันมีอยู่ 3 ระบบคือ ATSC ของอเมริกาเหนือ DVB ของยุโรป และ ISDB ของญี่ปุ่น ซึ่งทั้งหมดสามารถส่งสัญญาณภาพวิดีโอและเสียงออดิโอที่มีคุณภาพมากขึ้น (เช่น HDTV และ 5.1 Dolby surround) รวมทั้งข้อมูลบริการ (Data) อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดเป็นลักษณะของดิจิตอลจึงไม่แปลกที่ต่อไปทีวีจะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตได้ สามารถชอปปิ้ง เล่นเกมส์ออนไลน์ โหวตให้คะแนนดารา หรือทำงานในลักษณะ Interactive ต่างๆ ได้มีบริการในลักษณะของ VoD (Video on Demand) โดยมีรายการต่าง ๆ ให้เลือกชมอย่างมากมายระบบส่งสัญญาณที่เป็นดิจิตอลทีวีแสดงได้ดังในรูป ประกอบด้วยส่วนสำคัญต่างๆ ดังนี้คือ ตัว MPEG encoder ทำหน้าที่ในการบีบอัดสัญญาณภาพและเสียงเพื่อให้มีบิตเรทที่ลดลงหลายๆ เท่า (เช่น ที่ความละเอียด 720x480/576 pixels และความเร็วภาพ 30 fps (SDTV) ตัวบีบอัดสัญญาณ MPEG-2 สามารถลดบิตเรตที่ต้องใช้จาก 120-150 Mbps ให้เหลือแค่ประมาณ 49 Mbps เท่านั้น) หลังจากนั้น ตัว Packetizer ทำหน้าที่ในการแบ่งข้อมูลที่เป็น Streaming data ที่ออกมาจากตัว บีบอัดสัญญาณให้เป็น Packet ที่เรียกว่า PES (Packetized Elementary Stream) ก่อน แล้วทำการจัดแบ่งความยาวของข้อมูลให้เหมาะสมตามลักษณะการใช้งานอีกครั้งหนึ่ง กรณีที่ส่งข้อมูลไปยัง Media Storage ต่าง ๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือแผ่นดีวีดี ที่มีสัญญาณรบกวนน้อย ข้อมูลในแต่ละ Packet ก็สามารถส่งคราวละมาก ๆ ได้ (เช่น 2 Kbytes) เรียกว่า MPEG-2 Program Stream ส่วนกรณีที่ส่งข้อมูลผ่านตัวกลางที่มีสัญญานรบกวนมากๆ เช่น การส่งออกอากาศก็จะต้องแบ่งข้อมูลให้สั้นลงเพื่อความปลอดภัยของการส่ง เราเรียกว่า MPEG-2 Transport Stream ซึ่งในแต่ละ Packet จะถูกกำหนดมีความยาวคงที่แค่ 188 ไบต์เท่านั้น

Multiplexer ทำหน้าที่ในการมัลติเพลกข้อมูล Packet ต่างๆ ที่เป็นทั้งภาพ เสียง หรือข้อมูลอื่น ๆ เข้าด้วยกันเป็น Streaming เดียว ก่อนที่จะเข้าไปทำการ Channel Coding สำหรับการเข้ารหัสเพื่อให้แต่ละ Packet โดยจะมีการเพิ่มไบต์พิเศษเข้าไป 16 ไบต์ (รวมเป็น 204 ไบต์ในแต่ละ Packet กรณีที่เป็น Transport Stream) เพื่อให้ด้านรับสามารถตรวจสอบข้อมูลว่ามีความถูกต้องหรือไม่ ทั้งยังสามารถ Recover ไบต์ที่ผิดต่าง ๆ ได้สูงสุดถึง 8 ไบต์ ในขั้นตอนสุดท้าย ตัว Modulation จะทำหน้าที่ในการมอดูเลตข้อมูลดิจิตอลในแบบต่างๆ เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปยังผู้รับ ซึ่งอาจจะเป็น QPSK, QAM หรือ COFDM กรณีที่เป็นการส่งผ่านดาวเทียม (DVB-S) หรือสายเคเบิ้ล (DVB-C) หรือออกอากาศภาคพื้นดิน (DVB-T) ตามลำดับ ซึ่งจะได้ช่องการส่งข้อมูลดิจิตอลที่มีความเร็วบิตเรตที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ช่องสัญญาณทีวีภาคพื้นดินที่มีความกว้างแบนด์วิธ 6-7 MHzสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 19.3 Mbps ทำให้เราใส่ช่องรายการทีวีปกติปัจจุบันได้ถึง 4-5 ช่องเลยทีเดียว (เรียกลักษณะการแพร่ภาพแบบนี้ว่า Multicast) หรืออาจใส่ช่องรายการที่มีคุณภาพภาพและเสียงในระดับ HDTV เข้าไปได้เลย

สรุป
ดิจิตอลทีวี เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของการดูทีวีในปัจจุบันมีบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ภาพเสียงชัดเจนขึ้น และมีการใช้งานช่องความถี่ได้คุ้มค่ามากขึ้น แต่แน่นอนว่าก็จะต้องมีการลงทุน ทั้งในส่วนของผู้ให้บริการเองที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องมือในระบบการส่งสัญญาณภาพจากอนาลอกเป็นดิจิตอล และส่วนของผู้รับบริการที่จะต้องมีตัวอุปกรณ์เพิ่มเติมที่สามารถทำการถอดรหัส (Decode) สัญญาณดิจิตอลที่ส่งมาได้ เรียกว่า Converter Box หรือ Set-top Box ก่อนที่จะเป็นภาพที่แสดงได้ด้วยทีวีปัจจุบัน


Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online

กสทช. ประกาศมาตรฐาน"ทีวีดิจิตอล"ประเทศไทย

ภาพจากอินเตอร์เน็ต
24 พ.ค. 2555 พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) กล่าวว่า บอร์ด กสท.เลือกระบบของยุโรป หรือ DVB-T2 เป็นมาตรฐานระบบโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินของประเทศไทย (Digital Terrestrial Television : DTTV) สำหรับกิจการที่ใช้คลื่นความถี่แบบฟรีทีวี โดยมตินี้ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้วเมื่อ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม การเลือกระบบนี้จะผูกพันเฉพาะที่ใช้คลื่นความถี่และเป็น Free to air TV เท่านั้น ไม่บังคับไปถึงโมบายทีวี เคเบิลทีวี ฯลฯ โดยกสทช. จะผลักดันให้ทีวีดิจิทัลประเภทบริการสาธารณะจะเริ่มออกอากาศในปีนี้ ซึ่งเมื่อเริ่มออกอากาศแล้วจะมีการพิจารณาเรื่องมาตรการสนับสนุนให้ประชาชน ได้มีกล่องรับสัญญาณ set-top-box เพื่อให้ดูรายการเหล่านี้ได้ โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ยของกล่องรับสัญญาณ DVB-T2 อยู่ที่ราว 25 – 30 เหรียญสหรัฐ

ส่วน เหตุที่เลือกระบบ DVB-T2 เนื่องจากเป็นระบบที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการใช้คลื่นความถี่ดีที่สุดทำให้มีช่องรายการเพียงพอสำหรับ การจัดสรรให้หน่วยงานรัฐและภาคประชาชนที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีสัดส่วนสำหรับ ชุมชน 20% และยังเป็นมาตรฐานที่กลุ่มประเทศอาเซียนรับรองให้เป็นมาตรฐานรวม มีการใช้งานใน 38 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า และเวียดนาม ได้ประกาศจะใช้ระบบนี้ ทำให้อุปกรณ์เครื่องรับมีราคาไม่แพงและมีแนวโน้มที่จะถูกลงเรื่อยๆ

สำหรับขั้นตอนต่อไปจะเริ่มการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ใบอนุญาตการประกอบกิจการโครงข่าย และใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะ ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการออกใบอนุญาตประกอบกิจการธุรกิจจะเริ่มในส.ค. 2555 และการออกใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนจะเริ่มใน ธ.ค. ปีหน้าเช่นกัน โดยคาดว่าไทยจะมีระบบดิจิทัลทีวีเต็มรูปแบบในปี 2558 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการยุติการออกอากาศด้วยระบบอนาล็อกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

แหล่งที่มา : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค



Digital TV in Thailand (ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย) - แหล่งรวบรวมความรู้ บทความ ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV) ในประเทศไทย
Set Top Box, Digital TV - แหล่งรวบรวมอุปกรณ์ Digital TV online